ทำเอง ทำไมต้องรอให้ใครมาช่วย??
posted on 23 Apr 2008 20:50 by kuronekonotuboกราบขออภัยคนที่เข้ามาอ่านก่อนหน้านี้ เนื่องมาจากความผิดพลาดในการกดปุ่ม เพิ่งรู้ตัวว่ากดปุ่มผิด จะกดดราฟท์ดันไปกดเป็นพับบลิชโดยไม่รู้ตัว เพราะจะรีบไปแด้กข้าว
คำเตือนเนื่องจากเป็นกระทู้ระบายอารมณ์ ระดับความหยาบคายจึงมีขึ้นๆ ลงๆ ตามระดับของอารมณ์
และเนื่องจากเป็นกระทู้เน้นระบายอารมณ์ ระดับความลำเอียงจึงเอียงไปทางตัวจขบเป็นหลัก คนที่รับไม่ได้ เหตุผลไม่รับกัน กรุณาทำใจระงับอารมณ์ระหว่างอ่าน
จริงๆ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหัวข้อมันเข้ากับเนื้อหารึเปล่า?
ฮะฮะ แต่เนื่องจากตัวหัวข้อมีความหมายค่อนข้างกว้าง เพราะไม่แน่ว่า จขบ พูดถึงเนื้อหาหลักแล้วจะมีการข้ามไลน์ไปพูดถึงอะไรที่สามารถใช้หัวข้อร่วมกันได้รึเปล่า เอาเป็นว่า จขบ ขอใช้หัวนี้แหละ ฮะฮะ
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า พักนี้ได้ยินได้อ่านอะไรแปลกๆ (สำหรับตัวเอง) อยู่บ่อยๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ปกครองบางส่วนในสมัยนี้ (และอาจรวมไปถึงปู่ย่าตายายลุงป้าน้าอาบางส่วนของเด็กสมัยนี้เข้าไปด้วย) ที่พากันเรียกร้องแบบแปลกๆ (ในความคิดของตัวเอง)
อย่างล่าสุดเพิ่งผ่านตาไปในพันทิพ กับหัวข้อกระทู้ที่มีเนื้อหาประมาณว่า ไม่ชอบใจที่โรงเรียนอนุบาลเปิดวิดีโอทอมแอนด์เจอร์รี่ (เวอร์ชั่นเก่า)ให้เด็กดู เพราะกลัวว่าเมื่อลูกได้ดูแล้ว จะเกิดเลียนแบบพฤติกรรมตัวละครเอาอะไรต่อมิอะไรมาไล่ฟาดเพื่อน
ซึ่งคนตอบกระทู้ก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยตามฟอร์ม รายละเอียดปลีกย่อยไม่ว่ากัน เพราะหลักใหญ่ใจความของเราไม่ได้อยู่ที่กระทู้ดังกล่าว แต่อยู่ที่ผู้ปกครองสมัยนี้
ทำ(ลูก)เอง ทำไมต้องรอให้ใครมาช่วย(ดูแลลูก)??
ไม่เข้าใจ
สมัยนี้เอะอะอะไรก็เอาแต่มาโวยวายแหกปาก ให้สังคมหยุดทำนู่น หยุดทำนี่ เห็นแก่เด็ก เห็นแก่ลูก เห็นแก่บลาๆๆๆๆๆ
เอาอย่างนู้นขึ้นจอได้ยังไง เอาอย่างนี้ขึ้นจอได้ยังไง มีหนังสืออย่างนี้ได้ยังไง มีหนังสืออย่างนั้นได้ยังไง มีเว็บอย่างนี้ได้ยังไง ห้ามๆๆๆ บล็อกๆๆๆ
(ต่อไปนี้เป็นความคิดเห็น ถ้าบุคคลใดได้กระทำอย่างที่แมวดำได้พูดถึง ขอความกรุณาอย่าร้อนตัวเลยคุณ ไม่มีอะไรน่าเดือดร้อนเลย) ทำไมคุณถึงไม่ดูแลสั่งสอนลูกคุณเสียก่อนจะให้คนอื่นมาหยุดทำอะไรที่เขาอยากทำเพื่อลูกคุณด้วยล่ะ???
แน่นอนว่ามันทำให้นึกถึงคนตอบกระทู้บางส่วนที่ตอบว่าทำไมจะทำไม่ได้ ที่สมัยก่อนฉันโตมากับแบบนี้ ฉันโตมากับแบบนั้น ฉันยังไม่เห็นเป็นไรเลย แล้วก็จะมีอีกพวกหนึ่งที่ออกมาแย้งว่า เอ้า คุณไม่เป็นไร แต่คุณจะแน่ใจได้ยังไงว่าคนอื่นจะเป็นแบบคุณได้
ซึ่งก็ถูก แต่มันสามารถแสดงเปอร์เซ็นต์ที่คนคนหนึ่งจะเสพสื่ออะไรสักอย่างแล้วได้รับผลกระทบหรือไม่ออกมาได้อย่างแน่นอนรึเปล่าล่ะ?
เพราะฉะนั้นคนที่ถูกแย้งว่ารู้ได้ยังไงว่าคนอื่นดูแล้วจะเป็นเหมือนคุณ ก็น่าจะแย้งได้เช่นกันว่า แล้วรู้ได้ยังไงว่าคนที่ดูจะได้รับผลกระทบ อันนี้ตัวเองว่ามันขึ้นอยู่กับแต่ละคนมากเลย
ซึ่งเมื่อมันขึ้นอยู่กับแต่ละคนแล้ว ทำไมคุณจะต้องห้ามมาให้คนอื่นเลิกเสพอะไรบางอย่าง เพราะคุณกลัวว่าลูกคุณจะได้รับผลกระทบด้วยล่ะ?
ตัวเองว่ามันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุโคตรๆ พอๆ กับกระทู้ในพันทิพก่อนหน้าที่ออกมาว่าอาจารย์แม่ที่ใช้คำพูดไม่สุภาพออกทีวี แทนทีจะบอกลูกเสียก่อนว่า มันเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แต่ที่คนนั้นแสดงออกมาเพราะอะไรยังไงบลาๆ กลับทำเป็นอึ้ง แล้วมาต่อว่าอาจารย์แม่ลงพันทิพเสียอย่างนั้น
ตัวเองคิดว่าวิธีพูดให้เด็กเข้าใจมีตั้งแต่เยอะแยะ ถ้ารู้ว่าจะสอนลูกไม่ได้ ถ้าไม่ได้พลาดทำให้มันเกิดมา จะมีมันมาเพื่ออะไร?
อยากจะบอกเหลือเกินว่าผู้ปกครองสมัยนี้บางส่วนมักง่ายในการเลี้ยงลูกโคตรๆ สปอยล์ตัวเองผ่านลูกโคตรๆ รักลูกกันหน้ามืดตามัวโคตรๆ (และสารพัดโคตรๆ อีกหลายกรณีที่ไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาอธิบาย)
ตัวเองอายุอานามมากพอที่จะเห็นพ่อแม่สมัยนี้หลายประเภท ทั้งจากคนใกล้ตัว คนไกลตัว คนรู้จัก
เห็นวิธีที่พ่อแม่บางส่วนเลี้ยงลูกสมัยนี้ ก็เลยไม่แปลกใจทำไมเด็กบางส่วนแม่งเกรียนฉิบหาย โง่ฉิบหาย ปัญญาอ่อนฉิบหาย และอีกสารพันฉิบหายที่ขี้เกียจพูดถึง
ที่ตลกก็คือ ตัวเองไม่มีปัญญาดูแลลูก แต่ดันจะให้คนอื่นมารับผิดชอบลูกตัวเองซะงั้น
นับเวลาเป็นสิบๆ ปีที่ตัวเองผ่านร้อนผ่านหนาวมา ก็เพิ่งจะมีไม่กี่ปีนี้นี่แหละ ที่พ่อแม่ผู้ปกครองอะไรนิดอะไรหน่อยก็ลุกขึ้นมาบอกให้สังคมช่วยกันรับผิดชอบ
ตลก อยากจะลงไปขำกลิ้งสุดๆ
ก่อนจะมาเรียกร้องให้ชาวโลกดูแลลูกคุณ คุณดูแลสั่งสอนลูกคุณอย่างเต็มที่แล้วรึยัง? (แน่นอนว่าตัวเองเน้นคำว่าสั่งสอน เพราะฉะนั้นไอ้ประเภทตะโกนด่า แหกปากดุ ตวาดห้ามแบบนั้นน่ะ เขาไม่เรียกว่าสั่งสอนหรอกนะ รวมทั้งประเภทตะบี้ตะบันปิดหูปิดตา ห้ามเหิ้มลูกมันทุกอย่างก็ไม่นับเป็นการสั่งสอนด้วยเช่นกัน)
เท่าที่ตัวเองเห็น ที่เด็กบางส่วนมันเกรียนได้โล่อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็ไม่ใช่ตัวผู้ปกครอง ทำเอง หรอกหรือ?
ไม่มีเวลา ปล่อยปละละเลย ยกภาระมาให้ครู ยกภาระมาให้สังคม มันใช้ได้ที่ไหน
ถ้าตัวคุณเองไม่รู้จักปั้นลูกให้เติบโตมาอย่างมีภูมิคุ้มกันเสียก่อน ต่อให้ห้ามแบบชาวจีนหรือคนไทยสมัยก่อน ก็ไม่ทำให้ลูกคุณปลอดภัยหรือโตอย่างดีเด่ขึ้นมาได้หรอก
ที่ขำอีกแบบ ยกภาระให้ครูดูแล แต่พอครูตีนิดตีหน่อย ดุว่าลูกหน่อย ก็มาต่อว่าครู หาว่าครูใช้ความรุนแรง ใช้ภาษาไม่สุภาพกับลูก ประทานโทษ คุณให้ใครก็แตะลูกคุณไม่ได้ แต่พอมีปัญหาก็มาโทษคนที่คุณไม่ให้เขาแตะลูกคุณเนี่ยนะ???
แน่นอนว่ายิ่งสังคมพัฒนาก้าวไกลเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งต้องทำให้ลูกคุณปรับตัวให้พร้อมเผชิญโลกกว้างมากเท่านั้น ไม่ใช่อะไรก็จะห้ามๆ บางคนห้ามได้ แต่บางคนยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ และบางคนยิ่งห้ามก็ชวนให้ยิ่งแหก
และที่สำคัญ คุณจะห้ามลูกคุณไปได้สักกี่มากน้อย ในเมื่อคุณไม่มีทางที่จะอยู่ใกล้ลูกคุณเพื่อห้ามๆๆๆ ได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่แล้ว
เมื่อลูกคุณไปรู้อะไรที่คุณปิดหูปิดตาที่คุณห้ามจากโลกภายนอกเอาเองโดยที่คุณไม่ได้ทำการสั่งสอน ให้เขาไปซึมซับเรียนรู้ด้วยกระบวนที่อาจจะทั้งถูกและผิดเอาเอง เมื่อถึงตอนนั้น อย่ามาโทษว่าสังคมโลกทำให้ลูกคุณเสียเลย ก่อนที่คุณจะไปโทษสังคมโลก คุณย้อนดูตัวเองก่อนรึยัง ว่าคุณเป็นฝ่ายทำให้ลูกคุณเสียทางอ้อมอยู่รึเปล่า?
และหัดทำใจซะบ้างว่า คนบางคนก็เกิดมาเพื่อมีแนวโน้มจะเป็นแบบนั้น และเขาก็เลือกที่จะเป็นแบบนั้นเอง ไม่ว่าคุณจะสั่งสอน หรือเลี้ยงดูเขาดีปานเลี้ยงเทพมาจุติสักแค่ไหนก็ตาม
ตัวเองชอบประโยคหนึ่งที่น้องชายคุณปู โลกเบี้ยวบอกเอาไว้ ตอนที่รายการตาสว่างเชิญมาสัมภาษณ์มากกกกก
น้องชายของปู โลกเบี้ยวก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า เขาเกิดมาเพื่อมีแนวโน้มจะเป็นแบบนั้น และเขาก็เลือกที่จะเป็นแบบนั้นเอง
ทั้งที่ทั้งเลือกเรียนและเลือกที่จะมีอนาคตดี แต่ในระหว่างที่กำลังไปสู่อนาคตดีๆ นั้น เขาก็กลับเลือกที่จะติดยาไปด้วย และไม่ว่าตัวเอง(น้องคุณปู)จะขอเลิกยาเองสักกี่ครั้ง คุณปูหรือใครๆ พยายามพาเขาออกห่างจากเพื่อนกลุ่มเดิมๆ เขาก็ยังพาตัวไปติดยาอยู่ดี
และเขาก็บอกกับคุณปูว่า อย่าไปโทษเพื่อนเขา ว่าทำให้เขาติดยา เขาเลือกที่จะติดมันเอง
โดนใจว่ะประโยคนี้
ตัวเองไม่เคยเข้าใจเลยว่า การที่ตัวเองจะลุกขึ้นมาทำเลวแล้วมันเป็นเพราะเพื่อนเป็นต้นเหตุตรงไหน
จริงอยู่ว่าการคบเพื่อนเลวย่อมพาไปหาสิ่งเลว
แต่ประทานโทษเถอะ ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเพื่อนที่อยู่ในห้องเดียวกัน มีตั้งเป็นสิบๆ คน มันจะมีคนเลวทั้งสิบๆ คนนั่นเลยเชียวหรือ? ถ้ามีถึงขนาดนั้น ก็ไปขอพ่อแม่ย้ายออกเหอะ อย่าทนเลย
และถ้ามีไม่ถึงทั้งสิบคน แล้วไอ้คนที่มันไม่เลว ทำไมถึงไม่ไปคบเขาล่ะ?
นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าลูกคุณเลือกที่จะคบเพื่อนเลวเอง
และเมื่อรู้อยู่แล้วว่าสิ่งไหนเลวไม่เลว ทำไมจึงเลือกที่จะทำเลวอยู่อีก?
ถึงจะอ้างว่าเดี๋ยวเข้ากลุ่มเพื่อนไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปคบมันสิ เพื่อนยังมีอีกตั้งหลายสิบ ถ้าลูกคุณหากลุ่มอยู่ไม่ได้ จนต้องยอมไปเป็นเบ๊กับกลุ่มเลวๆ จนได้ล่ะก็ คุณต้องเริ่มพิจารณาตัวคุณกับลูกคุณเสียแล้วล่ะนะ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นถึงได้เกิดกรณีแบบนี้ขึ้น เพราะไอ้แก้ปัญหาปลายเหตุอย่างย้ายที่เรียนเนี่ย ถ้าโชคดีเจอเพื่อนดีๆ ก็แล้วไป ถ้ายังเจอซ้ำๆ แบบเดิมอีก คุณจะให้ลูกคุณย้ายไปเรื่อยๆ เรอะ
แทนที่จะให้ชาวโลกจัดระเบียบสังคมเฟค สังคมสุขสันต์มีแต่สีขาวให้ลูกคุณ ตัวคุณไปเตรียมความพร้อมในการเผชิญโลกให้ลูกคุณก่อนดีกว่ามั้ย
ทำ(ที่ตัวคุณ)เอง ทำไมต้องรอให้ใครมาช่วย??
ถ้าคุณว่าสังคมเห็นแก่ตัว คุณเองก็กำลังเห็นแก่ตัวกับสังคมเหมือนกันน่ะแหละ
คุณกำลังเห็นแก่ต้วผลักภาระในการสั่งสอนสิ่งที่เหนือจากการเรียนการสอนปกติให้กับครูที่โรงเรียนอยู่รึเปล่า?
คุณกำลังเห็นแก่ตัว เอาความอยากได้อยากมีที่ไม่สามารถเป็นอย่างนั้นในวัยเด็กไปใส่ให้กับลูกคุณ จนลูกคุณเสียคนอยู่รึเปล่า?
คุณกำลังเห็นแก่ตัว เสี้ยมสอนความคิด แนวความคิดผิดๆ ใส่ลูกคุณจนลูกคุณเสียคนอยู่รึเปล่า?
คุณกำลังเห็นแก่ตัว ตัวเองออกไปหาเงินไม่มีเวลาดูแลลูก ปล่อยให้ลูกคุณอยู่กับสิ่งแวดล้อม ที่ก็ไม่มีเวลามาห่วงใครมากมายเหมือนที่คุณเป็นจนลูกคุณเสียคนอยู่รึเปล่า?
คุณกำลังเห็นแก่ตัว รักลูกคุณจนหน้ามืดตามัวไม่กล้าขัดใจจนลูกคุณเสียคนอยู่รึเปล่า?
ถ้าคุณเผอิญเข้าข่ายอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ อย่าไปโทษสังคมที่เขาตอบสนองคุณไม่ได้เลย เพราะในเมื่อตัวคุณเอง เป็นบุคคลที่มีโอกาสมีวันเวลาที่จะสั่งสอนลูกได้มากที่สุดแท้ๆ กลับยังทำไม่ได้ แล้วจะไปโทษคนอื่นได้ยังไง??
และการห้ามในบางเรื่อง มันเป็นเรื่องดีจริงๆ น่ะหรือ?
จนถึงตอนนี้ตัวเองก็ยังไม่แน่ใจ ว่าไอ้การห้ามในบางกรณีเนี่ย มันเป็นการห้ามอย่างปลายเหตุโคตรๆ อยู่รึเปล่า
เพราะอย่างการเซ็นเซอร์ บุหรี่ เหล้า การลดความรุนแรงในหนังที่ผู้ใหญ่ดู การดูดคำหยาบคายในบางขณะ บลาๆ
ถึงจะเซ็นเซอร์ ห้ามไปสักเท่าไหร่ แต่สิ่งเหล่านี้ เมื่อเขาโตขึ้น เขาก็ต้องเจออยู่ดี หรือไม่ต้องรอให้โต เขาก็ต้องเห็นจากคนรอบข้างอยู่ดี
ทำไมไม่ให้เขาเห็นเพื่อที่เขาจะได้เรียนรู้อย่างที่ถูกที่ควรจากตัวคุณเล่า
วิธีสอนมีอยู่มากมาย มันต้องมีสักวิธีที่เหมาะกับลูกคุณนั่นแหละน่ะ
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้าตนไม่เริ่มทำเองเสียบ้าง ใครจะมานั่งช่วยคุณได้ในทุกเรื่อง??
แต่ถ้าคุณทำแล้ว ลูกมันก็ยังไม่ได้ดี ก็อย่างที่ได้บอกไป ทำใจซะบ้างเหอะ
งานนี้โทษใครไม่ได้ โทษตัวคุณก็ไม่ได้
เพราะบางคนก็อาจเกิดมาเพื่อจะเป็นแบบนั้น หรือเลือกที่จะเป็นแบบนั้นเอง จะไปโทษใครได้ยังไง?
***************
พักเบรกท้าย entry กับเรื่องของเด็กคนหนึ่ง
ตัวเองไม่เคยเจอหรอก แต่อาจารย์สอนว่ายน้ำสมัยที่แมวอยู่ชั้นประถม แกเคยเล่าให้ฟัง ว่ามีครอบครัวหนึ่งแกพาลูกสาวมาเรียนว่ายน้ำกับอาจารย์ (แต่คนละวันกับที่แมวมาเรียน) แล้วแกก็หนีบลูกชายที่อายุประมาณ 5-6 ขวบมาเล่นน้ำด้วย เป็นเด็กที่เวรตะไลอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อดูจากพ่อแม่พี่สาวซึ่งก็ออกจะเป็นคนสุภาพแสนดี โดยเฉพาะพี่สาวเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้เลยแหละ
เวรถึงขนาดที่ว่าชอบเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าผู้หญิงเพื่อดูผู้หญิงเปลี่ยนเสื้อผ้า (เนื่องจากผู้ใหญ่เห็นว่าเป็นเด็ก ก็เลยไม่มีใครคิดว่าเด็กแกเข้ามาเพื่อแอบดู แต่แม่กับพี่สาวซึ่งรู้พฤติกรรมดี ก็เลยต้องเข้าไปเอาตัวลูกจกเปรตออกมาอยู่บ่อยๆ) ชอบแก้ผ้าลงสระว่ายน้ำ ชอบโชว์ช้างน้อยให้ผู้หญิงดู ชอบวิ่งไปแต๊ะอั๊งผู้หญิง ไม่ว่าพ่อแม่จะห้ามปรามดุด่าตีแรงๆ ยังไงก็ไม่หลาบจำ
อาจารย์แกเล่าว่า เคยถึงขนาดพ่อแม่ทนไม่ไหว ต้องจับตัวเอาเชือกล่ามไว้กับต้นไม้ตรงแถวที่่นั่งริมสระระหว่างที่พี่สาวเรียนอยู่ ก็ยังไม่เข็ด แก้มัด ก็เล่นโชว์ช้างน้อยเหมือนเดิม (ไม่มีใครห้ามพ่อแม่ไม่ให้มัดด้วย เพราะพฤติกรรมเหลือรับ เป็นที่รู้กัน) - -"
เคสนี้จะว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอนลูก ก็คงไม่ได้ เพราะตัวพี่สาวก็เป็นเด็กเรียบร้อย ดูจากการพูดการจาพฤติกรรมพ่อแม่ ก็เป็นแนวพ่อแม่แสนดี แต่ไม่ได้สปอยล์ลูก
จะว่าเพราะสังคมไม่ดี สมัยแมวยังเด็ก ถ้ายังงั้นว่าสังคมไม่ดี ตอนนี้คงเป็นนรกแตกแล้วล่ะมั้ง
เพราะฉะนั้นอย่างที่บอก บางคนมันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสื่อที่เสพ สังคมที่อยู่ การอบรมสั่งสอนอย่างเดียว
แต่มันอยู่ที่จิตใจด้วย เพราะฉะนั้นต่อให้พูดรดหัวยังไง มันก็เข้าหูซ้าย ออกหูขวาอย่างเดียวแหละ

โหวตไปเลย โดนใจสุด ๆ
แอบสงสัยเรื่องน้องคนนั้น ว่าจริง ๆ เค้าอาจจะมีความผิดปกติทางสมองมากกว่าการเลี้ยงดูก็ได้นะคะ(เหมือนเคยอ่านอะไรทำนองนี้จากหนังสือโลกจิตของคุณแทนไท)
#1 By K9 on 2008-04-23 21:20