When My feeling is like to fire and i to ice... 2
posted on 29 Jan 2007 02:00 by kuronekonotuboก่อนอื่นคงต้องกราบขออภัยทุกท่านที่เข้ามาอ่านเอนทรีเมื่อก่อนหน้านี้แล้วต้องรู้สึกไม่พึงใจต่อการจบเอนทรีไปอย่างค้าง ๆ คา ๆ เนื่องจากข้าพเจ้าไม่สามารถเขียนเรื่องราวรับใช้ทุกท่านจนจบครบถ้วนกระบวนความอย่างที่อยากจะเป็นได้
ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ไม่อาจเขียนจบได้ก็มิใช่สาเหตุอื่นไกลอันใดนอกเสียจากเสียงบีบแตรรถจากหน้าทาวน์เฮาส์หลังใดหลังหนึ่งในบริเวณแถวบ้านของข้าพเจ้าที่เสียงแตรช่างดังได้ใจ ราวกับพวกเจ๊กตื่นไฟก็มิปาน ช่างน่ารำคาญนัก
หากเสียงแตรนั้นดังเพียงครั้ง ข้าพเจ้าก็ยังพอรวบรวมสมาธิและอารมณ์ให้เล่าเรื่องต่อไปดังใจนึกได้อยู่ แต่นี่กระไร นอกจากตัวเสียงแตรจะดังเหมือนเจ๊กตื่นไฟแล้ว ตัวคนกดแตรก็พอกัน ช่างไม่รู้จักบันยะบันยังในการกดเอาเสียเลย ระคายหูเสียจนข้าพเจ้าสมาธิหลุดไม่อาจเล่าเรื่องราวได้ต่อ
ก็ไม่รู้ว่าผู้ใดกันหนอเป็นผู้คิดค้นระหัสการเปิดประตูบ้านให้รถเข้าด้วยวิธีการบีบแตรเรียกเช่นนี้ ถ้าหากเป็นในสมัยก่อนเมื่อสักประมาณสี่ส้าห้าสิบปีก่อนคงจะมิมีทางมีเสียงก่นด่าในใจของข้าพเจ้าหลุดเข้ามาในห้วงความคิดเป็นแน่ เพราะบ้านแต่ละหลังที่สามารถมีรถเข้าออก ก็คงจะมีแต่พวกเจ้าขุนมูลนาย ไม่ก็พวกเจ้าสัวรวยร้านค้าที่บ้านแต่ละหลังมีเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาลแยกตัวออกไปต่างหาก จนต่อให้เป็นเสียงแตรรถสิบล้อที่ติดไว้สำหรับไล่ควาย ก็ไม่อาจดังหลุดลอดเข้าไปถึงตัวเรือนได้เป็นแน่
ผิดกับสมัยนี้ที่บ้านส่วนใหญ่รั้วชิดติดกันจนหลังคาแทบจะเกยก่าย พวกที่มีรถก็ช่างไม่คิด ออดมีจะเปิดประตูรถลงมากดเสียหน่อยจะเป็นไร เอาแต่บีบแตรลั่น ๆ อยู่หน้าบ้าน บ้านเรือนติดกันเสียขนาดนี้ จะบีบแตรเรียกให้คนข้างบ้านมาช่วยกันปลุกคนในบ้านหรืออย่างไร
ขนาดบ้านของข้าพเจ้าห่างไปวาสองวายังได้ยินชัดราวกับมาบีบแตรอยู่หน้าบ้าน แล้วบ้านที่อยู่ข้าง ๆ นั้นเล่า จะไม่รู้สึกรำคาญก่นด่าอยู่ในใจเชียวหรือ
แต่ไม่แน่ เมื่อลองตรองดูจากจำนวนครั้งของการกดออดแล้ว ดูท่าเจ้าของเสียงแตรอาจจะหวังให้เป็นเช่นนั้นอยู่ก็เป็นได้ เพราะบุคคลที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้คงไม่แคล้วเป็นญาติกับนางบังอร ถึงได้เอาแต่นอน ๆ ไม่ยอมลงมาเปิดประตูเสียที
ก็เอาเถิด ข้าพเจ้าก็ได้แต่ภาวนาขอให้มันผู้นั้นโง่ดักดานอยู่แต่ในโคลนตมเช่นนี้อยู่ต่อไปขอให้เงินทองของมันผู้นั้นไหลออกจากตัวเท่ากับจำนวนแตรที่บีบแต่ละครั้ง ขอให้ยามค่ำคืนมันมิได้หลับไหลสมประดีเท่ากับความดังของแตรที่ทำลายสมาธิของข้าพเจ้า
เมื่อได้สบถบ่นพล่ามเช่นนี้ก็อารมณ์ก็ค่อยได้คลายโกรธลงหน่อย ข้าพเจ้าเองก็กระไรมัวแต่พูดพล่ามนอกเรื่องไปเสียมาก รังแต่จะพาลทำให้ท่านผู้อ่านพลอยหงุดหงิดตามไปด้วย เห็นจะต้องวกกลับเข้าเรื่องของเรากันต่อเสียที
ก็อย่างที่คงได้ทราบกันอย่างถ้วนทั่วจากเอนทรีที่แล้วว่าข้าพเจ้าได้หยิบยืมหนังสือนิยายประโลมโลกมาเล่มหนึ่งจากคุณวัว
ซึ่งนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้รับการบอกเล่าว่าหากเป็นสาววายผู้นิยมนิยายแนวนี้แล้วไซ้ ต้องสมควรหามาอ่าน ว่ากันว่าอย่างนั้น
โดยหลังจากที่ข้าพเจ้าเสาะหาเวลาสำหรับนั่งอ่านหนังสือเล่มนี้ และทำใจอยู่สักพัก ในที่สุดเมื่อสองสามวันก่อนข้าพเจ้าจึงสบโอกาสเหมาะ
ส่วนสาเหตุที่ต้องทำใจอยู่สักพักนั้น ก็เป็นเพราะแต่เดิมข้าพเจ้าหาใช้พวกนิยมนิยายแนวประโลมโลกแต่อย่างใดไม่ ออกจะเป็นพวกที่ค่อนไปทางนิยมแนวชวนหัวและนิยายที่ดำเนินเรื่องได้สวิงสวายเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นการได้มาอ่านนิยายเรื่องนี้จึงออกจะเป็นเหมือนยาขมสำหรับข้าพเจ้าไม่น้อย
แม้จะทำใจอยู่กอนแล้วว่านิยายเรื่องนี้อาจจะเป็นเหมือนดังยาขมสำหรับข้าพเจ้าผู้ไม่นิยมอะไรทำนองนี้ แต่เมื่อนึกถึงนิยายแนวนี้อีกหลายเรื่องที่ข้าพเจ้าสามารถรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับบทประพันธ์นั้น ๆ ได้ ก็ทำให้ข้าพเจ้าอดจะตั้งความหวังกับนิยายเรื่องนี้ไม่ได้
แต่ทว่าเพียงแค่ข้าพเจ้าเปิดอ่านไปได้เพียงสองหน้า ข้าพเจ้าก็เผลอปิดหนังสือลงและเกิดอาการกระอักกระอ่วนขึ้นมา
แต่... ไม่ ไม่เลย มันหาใช่อย่างที่ทุกท่านคิดไม่ ข้าพเจ้ามิได้ปิดหนังสือลงเพราะความหาดีไม่ได้ของตัวหนังสือไม่ แต่เป็นเพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าได้พบเจอจากหนังสือเล่มนี้นั้น เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของข้าพเจ้ายิ่งนัก
อย่างที่ได้เรียนให้ทราบว่าสมัยที่เรื่องดังกล่าวยังลงอยู่ตามอินเตอร์เนทและผู้คนไปตามอ่านกันให้ครึกครื้นนั้น ข้าพเจ้ายังคงง่วนอยู่กับการงานที่รับผิดชอบ จึงทำให้ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอันใดกับใครเขา อีกทั้ง คุณวัวผู้ให้ยืมมาก็ไม่ได้บอกความอันใดให้ทราบด้วยนึกว่าข้าพเจ้ารู้เรื่องราวคร่าว ๆ เกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้มาบ้างแล้ว
ดังนั้นเมื่อเปิดไปได้เพียงหน้าแรกและหน้าที่สองและได้พบกับสิ่งที่เกิดคาดดังกล่าว มันจึงเกินกว่าที่ข้าพเจ้าจะทานทนได้ เพราะมันคือ
นิยายวายไทยย้อนยุค...
ต้องขอเรียนให้ทราบอีกสักข้อว่า แม้ข้าพเจ้าจะเป็นพวกอะไรอย่างไรก็ได้ แต่ก็มีอยู่บางแนวที่ข้าพเจ้าไม่อาจลิ้มชิมรสได้เหมือนลิ้นแมวที่ไม่อาจสัมผัสรสหวาน นั่นก็คือ
นิยายวายที่เขียนถึงเหตุการณ์ในประเทศไทยสมัยก่อน...
สมัยก่อนขนาดไหน ถ้าหากจะให้ว่ากันไปก็คงตั้งแต่ช่วงสมัยคุณหญิงแม่ของข้าพเจ้ายังสาว หรือก็คือเรื่องเมื่อสักห้าสิบหกสิบปีก่อนขึ้นไปนั่นเอง
ซึ่งนิยายเรื่องนี้นั้นก็เข้าข่ายที่ว่าพอดิบพอดีราวกับจับวาง
จะหาว่าข้าพเจ้ากระแดะไม่เข้าท่าก็ช่างเถิด แต่ข้าพเจ้ามิอาจทนอ่านนิยายวายที่เรื่องราวเกิดขึ้นในสมัยย้อนยุคเช่นนั้นได้จริง ๆ
มันเป็นความรู้สึกแปลก ๆ เหนือคำบรรยาย ถ้าจะให้ข้าพเจ้าสรรหาคำพูดใด คงไม่มีสิ่งใดหลุดออกมาได้นอกจากความรู้สึกกระอักกระอ่วน ประดักประเดิดเหมือนข้าพเจ้ากำลังอยู่ผิดที่ผิดทางก็ไม่ปาน มันขัดเขินราวกับข้าพเจ้าที่แต่งตัวในชุดทันสมัยแล้วไปนั่งอยู่ในโรงละครแห่งชาติท่ามกลางผู้สูงอายุที่มาดูระเมงละครก็ไม่ปาน
พิมพ์เช่นนี้จะหาว่าข้าพเจ้ากำลังกล่าวโทษตัวคนเขียนก็หาไม่ ถ้าจะผิด ก็คงผิดที่ข้าพเจ้าเอง เรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นลางเนื้อชอบลางยาโดยแท้ เป็นความผิดของข้าพเจ้าเองที่เผอิญไม่ถูกปากกับรสชาตินี้
อาจเป็นเพราะข้าพเจ้าได้พบพานเรื่องทำนองนี้มาเสียมาก สำหรับยุคสมัยที่เกิดขึ้นในเรื่อง คิดว่าน่าจะเป็นประมาณยุคสมัยใกล้ ๆ กับยุคของปริศนา พจมาน และเจ้าสาวของอานนท์ ไม่น่าจะผิดกันมากนัก อีกทั้งสมัยที่ข้าพเจ้ายังเด็ก ช่องเจ็ดก็มักนิยมนำเอาหนังย้อนยุคมาฉายฆ่าเวลาให้ชมอยู่เนือง ๆ (เช่นเดียวกับในตอนนี้) ทำให้ข้าพเจ้าซึมซับรับเอารูปแบบลูกเล่นการดำเนินเรื่องของเรื่องราวในสมัยนั้นมาพอประมาณ
แน่นอนว่าสำหรับผู้ที่คลุกคลีกับนิยายในยุคสมัยดังกล่าวมามากพอ ก็จะพบว่าโครงเรื่องของนิยายแนวนี้นั้นมิได้มีอยู่มากเลย มีหลักที่มักนิยมใช้กันอยู่แค่ไม่กี่หลักเท่านั้น ถ้าไม่ว่าด้วยเรื่องนี้ ก็ต้องว่าด้วยเรื่องนั้น ถ้าไม่ว่าด้วยเรื่องนั้นก็จะต้องเอวังด้วยเรื่องนู้น เวียนวายกันอยู่ไม่กี่กระบวนความ เป็นความสนุกที่มีสูตรตายตัว และดูเหมือนจะครองใจผู้คนกันมานาน
และถึงแม้เรื่องราวทำนองนี้จะเป็นสูตรสำเร็จแห่งความสนุกสำหรับหลายท่าน ที่ไม่ว่าได้อ่านทีไรก็เริงใจเมื่อนั้นแต่สำหรับอีกบางส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแมวที่มีความคิดออกจะนอกลู่นอกรอยแล้ว นิยายเรื่องนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากน้ำพริกถ้วยเก่าเลย
ด้วยเรื่องราวสูตรสำเร็จคุณชายณัฐกฤษณ์ผู้ถือกำเนิดอยู่ในตระกูลผู้ดีเก่าที่พร้อมพรั่งทั้งฐานันดร รูปลักษณ์และความมั่งคั่ง กับเจ้าสัวหนุ่มเกริกผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเกลอเก่ากันมาแต่อ้อนแต่ออก แต่กลับต้องมาผิดใจกันเมื่อคุณหญิงสิริกานดาผู้เป็นน้องสาวของคุณชายณัฐมาหนีตามนายเกียรติน้องชายของเจ้าสัวเกริกไป
เมื่อเกียรติยศอยู่เหนือมิตรภาพทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองหักร้าว แต่ที่รวดร้าวยิ่งกว่าคงจะเป็นเจ้าสัวเกริกที่รู้แน่แก่ใจว่าในใจดวงนี้ได้มีคุณชายณัฐเข้าไปนั่งอยู่เสียแล้ว แล้วจะต้องทำเช่นไรความสัมพันธ์นี้จึงจะคืนรูปคงเดิม เพราะเจ้าสัวเกริกย่อมรู้แก่ใจว่า แก้วมณีดวงนี้ช่างอยู่สูงเกินคนอย่างเขาจะไขว้คว้าเอื้อมถึง (อ้วก)
ช่างเข้าตำราของสูงแม้ปองต้องจิตเสียนี่กระไร...
เมื่อข้าพเจ้าได้พลิกหน้าหนังสือของนิยายเล่มนี้อย่างรวดเร็วด้วยการพลิกผ่านไปกลางเล่มและตอนจบแล้ว ทุกอย่างก็เข้าสูตรพอดีเป๊ะ มิมีอะไรแปลกใหม่ให้ข้าพเจ้าได้เกิดความตื่นตาตื่นใจแต่ประการใด ทุกอย่างในเรื่องนี้ล้วนสามารถหาได้จากนิยายแนวประโลมโลกที่เขียนถึงยุคสมัยเดียวกัน ไม่ว่าจะความขัดแย้งของตัวละครที่ว่าด้วยความต่างของฐานะ การถือยศถืออย่างอันเป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัยที่ชวนคิดถึง ความถือดียึดมั่นในชาติกำเนิดวงศ์ตระกูลของนายเอก ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่เห็นได้อยู่ดาษดื่นตามนิยายแนวนี้ทั่วไปทั้งสิ้น
สิ่งเดียวที่พอจะเห็นว่าเป็นข้อดีได้อยู่ก็คงจะเป็นสำบัดสำนวนของคนเขียนเธอที่ดูจะย้อนยุคได้เข้าขั้นยิ่ง ยากที่จะหาเด็กสมัยนี้ย้อนยุคได้เสมอเหมือน
เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าได้เปิดอ่านหน้าแรกของเล่มนี้ ตรงที่เป็นเนื้อความของจดหมายที่คุณชายณัฐส่งถึงหญิงสิรินั้น เพียงแค่บรรทัดแรกที่ได้อ่าน ก็ราวกับข้าพเจ้าได้ย้อนเข้าสู่ยุคสมัยนั้นราวกับหลุดเข้าไป เหมือนกับได้ย้อนรำลึกว่าได้กลับไปนั่งอ่านปริศนาและบ้านทรายทองอีกครั้ง
ต้องยอมรับว่าสำนวนของเธอ "เก่า" ได้เข้าขั้นจริง ๆ แม้จะมีที่ชวนให้ขัดใจอยู่บ้างกับการสะกดคำผิด แต่เมื่อได้พลิกไปยังหน้าจากใจผู้แต่งแล้ว ก็ทำให้ทราบว่าที่สะกดผิดนั้นเป็นความอ่อนด้อยทางภาษาของทางผู้เขียนเอง หาใช่เพราะความรีบร้อนในการจัดทำไม่ แม้จะรู้สึกหงุดหงิดกับคำแก้ตัวดังกล่าวบ้าง ที่ไหน ๆ ก็อุตสาหะเขียนเรื่องให้ย้อนยุคได้ออกมาดีเช่นนี้แล้ว จะไม่พยายามอีกนิดด้วยการเปิดพจนานุกรมเพื่อตรวจดูความถูกต้องในบางคำบ้างเชียวหรือ แต่เมื่อหักลบกลบหนี้กับที่คำโบราณและการใช้คำส่วนใหญ่ถูกต้องแล้ว ก็พอทำใจมองข้ามในข้อผิดพลาดที่น้อยแสนน้อยนั้นลงไปได้
ดังนั้นสำหรับข้าพเจ้าแล้ว จุดประสงค์ของการอ่านหนังสือเล่มนี้คงไม่ได้อยู่ที่การเสพความสำราญจากเนื้อหาตัวเนื้อเรื่องแต่ประการใด (เนื่องจากเรื่องนี้ไม่มีอะไรชวนให้ข้าพเจ้าได้กระชุ่มกระชวยใจได้สักอย่าง เพราะนิยายเรื่องนี้นั้นหาได้สวิงสวายร่านตัณหาเหมือนจันดาราไม่ สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าพอเริงใจได้บ้างก็เห็นจะมีแต่ฉากกอดจูบลูบคลำบาง ๆ ให้พอแก้กระสัยไปจนจบเล่มเท่านั้น - -") แต่เป็นเพราะสำนวนที่ช่างเก่าได้ใจข้าพเจ้าเท่านั้นที่ทำให้รู้สึกติดใจจนต้องสละเวลาค่อย ๆ ละเลียดตัวหนังสือไปทีละนิด เนื่องจากว่าหากพลั้งเผลอสวาปามตัวอักษรในเรื่องเข้าไปคราวละมาก ๆ คงได้ขย้อนความหวานแบบไทยแท้ออกมาเป็นแน่แท้
อีกทั้งที่ดูจะถูกใจข้าพเจ้าอีกประการ ก็เห็นจะเป็นบทกลอนของ Edmund ที่ผู้เขียนได้นำมาใช้แทนความรักของพระเอกในเรื่อง และก็ให้เสียดายนักที่เผอิญในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังพิมพ์เอนทรีนี่อยู่นั้น ตัวนิยายมิได้อยู่ใกล้มือ ไม่เช่นนั้นคงได้คัดลอกบทกลอนที่ว่าลงมาให้ทุกท่านได้อ่านกัน เพราะมันช่างเหมือนอารมณ์ความรู้สึกของข้าพเจ้าในขณะนี้ยิ่งนัก
ก็คงต้องขอแนะนำสำหรับสาววายผู้นิยมนิยายแนวประโลมโลกว่าให้ลองหามาอ่านกันว่า "น้ำเน่า" ที่ให้อารมณ์ละเมียดละไมแบบไทย ๆ นั้นเป็นเช่นไร
"ชะรอยว่าชาติก่อน แม่นางจะเคยเป็นอาลักษณ์ประจำวังของชายมาก่อน
นางจึงได้นำเรื่องในอดีตชองชายมาตีแผ่เช่นนี้"
(กรูโดนพาดพิงว้อยยยย อ้อ หวังว่าคุณชายที่ว่าจะเป็นเคะ มิใช่เมะ มิเช่นนั้นก็ไม่เข้าตำรา "อันของสูงแม้ปองต้องจิต" จริงไหมคะน้องหญิงแมวดำ คริๆ)
#1 By cosmoguy on 2007-01-30 18:01